จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันผู้กลับมาปิดทองหลังพระให้ ลิเวอร์พูล

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันอิงลิชแมนคนดีคนเดิมของ หงส์แดง กลับไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในเกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเปิดบ้านเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ไป 2-0

เกมนั้น มีผู้เล่นหลายคนที่ได้รับคำชมไม่ว่าจะเป็น 2 ผู้ทำประตูให้กับทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โคดี้ กัคโป ที่สามารถยิงประตูแรกของตัวเองได้สำเร็จ รวมทั้ง ดาร์วิน นูนเญซ ที่โชว์ลีลากระชากลากเลื้อยได้อย่างสะเด็ดสะเด่าและที่ลืมไม่ได้คือ เจ้าหนู สเตฟาน บายจ์เซติช ซึ่งถูกยกให้เป็น ‘แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์‘ ในเกมนี้

ก่อนเกม ‘มันเดย์ ไนท์‘ แข้งวัย 32 ปีถูกจับนั่งเป็นตัวสำรองข้างสนามถึง 4 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นการไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงที่ยาวนานที่สุดของเขาในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ โดยมี 3 ประสานกลางสนามเป็น ติอาโก้บายจ์เซติชนาบี เกอิต้า ทำหน้าที่แทน แต่ก็ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวหายหน้าไปนาน หลังจากที่ฟอร์มตกและมีอาการบาดเจ็บ

หากเทียบกันตำแหน่งต่อตำแหน่งแล้ว เกอิต้า คือคนที่ลงเล่นแทน เฮนโด้ แต่เท่าที่ผ่านมา มิดฟิลด์ทีมชาติกีนีก็ยังไม่ได้ทำผลงานที่น่าประทับใจให้กับแฟนบอลและผู้จัดการทีมมากนัก

หลังจบเกมที่พ่าย วูล์ฟ มา 3-0, แดนนี เมอร์ฟี อดีตกองกลางจอมปั่นฟรีคิกของ ลิเวอร์พูล ยุคต้นปี 2000 เคยเสนอว่า เฮนเดอร์สัน และ ฟาบินโญ นั้นเป็นนักเตะชั้นยอดในตัวเองอยู่แล้ว พวกเขามีทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ความเก๋าที่จะช่วยให้ทีมผ่านพ้นวิกฤติได้ ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า คล็อปป์ ควรจะส่ง 2 คนนี้ลงสนามให้มากที่สุด แม้ว่าจะฟอร์มตกหรือความมุ่งมั่นถดถอย เพราะเมื่อได้ลงเล่นบ่อย ๆ เดี๋ยวอะไรก็เข้าที่เข้าทางเอง

เมอร์ฟี่ เฮนเดอร์สัน
แดนนี่ เมอร์ฟี่ เคยแนะให้ คล็อปป์ ส่ง เฮนเดอร์สัน ลงสนามไปคุมแดนกลางให้มากขึ้น

แล้วโอกาสของกัปตัน หงส์แดง ก็มาถึงแบบโชคช่วย, เมื่อ ติอาโก้ อัลคันทารา ได้รับบาดเจ็บที่สะโพกต้องพักยาว 4 สัปดาห์ นายใหญ่ชาวเยอรมันจึงทำการสับเปลี่ยนผู้เล่นในแดนกลางอีกครั้ง โดยดึง เกอิต้า ออกมานั่งสำรอง แล้วส่งแข้งวัย 32 ปีกับมิดฟิลด์แซมบ้ากลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยเจ้าหนู บายจ์เซติช ยังคงได้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริงเหมือนเดิม

ผลงานของดาวรุ่งวัย 18 ปีนั้นไม่ต้องพูดกันให้มากความ แต่ที่โชว์ฟอร์มได้ดีแบบเงียบ ๆ ก็คงต้องยกให้ เฮนเดอร์สัน ที่ดูเหมือนจะกลับมาเป็นกัปตันคนเดิมของ เดอะ ค็อป

ว่ากันว่า นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาก็ว่าได้ แม้จะยังไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดเหมือนเมื่อปีก่อน ๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่าหลาย ๆ เกมที่ผ่านมา โดยเฉพาะจังหวะการไล่เพรสจากแดนกลางจนไปถึงแดนหน้าบีบให้ จอร์แดน ฟิคฟอร์ด นายทวารทีมเยือนอดีตเพื่อนร่วมทีม ซันเดอร์แลนด์ ต้องเตะบอลทิ้งในช่วงต้นครึ่งแรก ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าความมุ่งมั่นและเข้มข้นที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการกำลังกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง

นายใหญ่ชาวเยอรมันถึงกับเอ่ยปากชมกัปตันของเขาผ่านทาง สกายสปอร์ต ในจังหวะนี้ว่า “เฮนโด้ คือเครื่องจักรเพรสซิ่งแบบตัวต่อตัว และด้วยเกมด้านขวาที่ยอดเยี่ยม ทำให้ทีมของเราเข้ากันได้ดีมาก ๆ

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
เฮนโด้ ทำผลงานได้น่าชื่นชม ในเกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้

อย่างไรก็ตาม, มิดฟิลด์วัย 32 ปีไม่ได้มีฟอร์มอันยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าเขายังกลับมามีพละกำลังมากกว่าเดิมด้วย และด้วยปัจจัยเหล่านี้ ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ทำไม โม ซาลาห์ ถึงกลายเป็นผู้เล่นที่สุดอันตรายในกราบขวาและสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของ เอฟเวอร์ตัน ได้ตลอดทั้งเกม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซาลาห์-เฮนโด้-เทรนท์ คือผู้เล่นที่สอดประสานกันอย่างลงตัวตรงฝั่งขวา ซึ่งเมื่อกองกลางทีมชาติอังกฤษฟอร์มตกและโรยรา เลยทำให้อีก 2 คนร่วงลงไปด้วย ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาสอดประสานกันอย่างลงตัวอีกครั้งในเกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ นัดนี้

นอกจากนี้ ก่อนเกมจะเริ่มขึ้นมีความกังวลว่าแดนกลางของเจ้าบ้านอาจจะถูกกลืนกินด้วยผู้เล่นของทีมเยือนอย่าง อมาดู โอนานา, อับดูลาย ดูคูเร และ อิเดริสซา เกย์ เนื่องจากเกมที่แล้วทั้ง 3 คนนี้เล่นงานแผงกองกลางของจ่าฝูงอย่าง อาร์เซนอล เสียอยู่หมัด แต่ในแมตช์นี้กลายเป็น เฮนเดอร์สัน ที่มีส่วนช่วยน้อง ๆ จัดการคู่แข่งได้อย่างราบคาบ

กัปตัน เฮนโด้ ยังมีส่วนช่วยปลุกเร้าทีมจากนอกสนาม โดยหลังเกมที่แพ้ต่อ วูล์ฟ เขาและรองกัปตันอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ช่วยพาทีมกลับสู่ที่ทางที่ควรจะเป็น จากการให้สัมภาษณ์ของ ซาลาห์

ซาลาห์
ซาลาห์ ยิงประตูขึ้นนำให้ ลิเวอร์พูล

เฮนเดอร์สัน และ มิลเนอร์ ได้พากันพูดถึงฟุตบอลที่สนุกสนานของพวกเราซึ่งเราอยู่ด้วยกันมา 6 ปีแล้วและเราก็มีผู้เล่นเข้ามาใหม่ ซึ่งกำลังเล่นได้ดีด้วย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์

กองหน้าทีมชาติอียิปต์บอกว่า ลิเวอร์พูล ในเกม เมอร์ซีย์ไซด์ เมื่อคืนวันจันทร์เหมือนกับ ลิเวอร์พูล ทีมเดิมที่เขาเคยรู้จักเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังเน้นย้ำว่า กระบวนการในการกลับคืนสู่ฟอร์มเก่งเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น โดยมี 2 นักเตะอาวุโสเป็นหัวหอกในการกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมเมื่อสัปดาห์ก่อน

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไม่ได้มีความสำคัญแค่การเล่นเกมรุกและรับในนัดนี้เท่านั้น แต่เขายังมี “ความเป็นผู้นำ” ในการพาทีมกลับมาเป็นทีมเดิมด้วย

แม้ที่ผ่านมา เฮนโด้ จะโดนข่าวด้านลบมาตลอด ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อทีมโชว์ฟอร์มได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่เขาก็ไม่เคยออกมาวิจารณ์เพื่อนร่วมทีมหรือผู้จัดการทีม ยังคงก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ นอกสนามคือการฝึกซ้อม พร้อมทั้งกระตุ้นน้อง ๆ ให้ตื่นจากภวังค์และบอกนักเตะเหล่านั้นว่า พวกเขามีศักยภาพขนาดไหน ในขณะที่ในสนามก็ไม่เคยปริปากบ่นเรื่องการโดนจับเป็นตัวสำรอง ไม่เคยขอย้ายทีม และทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มร้อยทุกครั้งเมื่อได้รับโอกาส

อาจจะเป็นที่สภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่บอบช้ำบ้างจากการกรำศึกหนัก แต่เมื่อถึงเวลา จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะกลับมาเป็นเสาหลักให้กับ ลิเวอร์พูล เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์

ชอบบทความนี้แชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ
Scroll to Top