เบื้องหลังของ เป็ป ลินเดอร์ส ที่เคยเกือบจะได้ไปร่วมงานกับ แมนฯยู

ในยุครุ่งเรืองของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทัพของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ยอดผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็ป ลินเดอร์ส ผู้ช่วยกุนซือชาวฮอลแลนด์ ถือเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญ และผู้อยู่เบื้องหลังในการทำให้พลพรรค “หงส์แดง” บินสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

หากย้อนกลับไปในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา คล็อปป์ และ ลินเดอร์ส เป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยกันพัฒนา และสร้างสรรค์ รวมถึงวางระบบต่างๆทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่ง เล่นฟุตบอลได้อย่างน่าตื่นเต้น ดุดัน และพุ่งชนความสำเร็จอย่างมากมาย

นับตั้งแต่ ลินเดอร์ส เข้ามาทำงานในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2014 ในยุคที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตเทรนเนอร์ชาวไอร์แลนด์เหนือคุมทีม ซึ่งหลังจาก ร็อดเจอร์ส โดนไล่ออก และ คล็อปป์ เข้ามาทำงานแทนในปี 2015 นั้น เจ้าตัวก็ยังเป็นหนึ่งในสตาฟฟ์ของทีมมาอย่างต่อเนื่อง

ลินเดอร์ส มีส่วนช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าทั้งถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีก, แชมป์สโมสรโลก, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นคนช่วยในการวางรากฐาน และต่อยอดให้กับความสำเร็จของ “หงส์แดง” อย่างแท้จริง

เส้นทางของ เป็ป ลินเดอร์ส และเบื้องหลังที่สาวก “เดอะ ค็อป” อาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

โค้ชีฝีมือดีชาวดัตช์ เริ่มอธิบายว่า “เดิมทีผมทำงานอยู่ที่อะคาเดมี่ของ เอฟซี ปอร์โต้ ในโปรตุเกสมาตั้งแต่ปี 2007 และเริ่มคิดถึงขั้นตอนต่อไปในเส้นทางอาชีพของตัวเอง และในปี 2013 ผมได้รับข้อเสนอที่น่าเหลือเชื่อ”

 “ผมได้รับการทาบทามจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และผู้ช่วยชาวดัตช์ ซึ่งเป็นคนชาติเดียวกับผมอย่าง เรเน่ มูเลนสตีน ต้องการดึงตัวผมไปที่สโมสร การพูดคุยต่างๆ มันดูดีมากเลยนะ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนต่อมา เฟอร์กูสัน ก็ประกาศวางมือ และโอกาสของผมก็พังทลายลงไป”

“หลังจากนั้น 1 ปีให้หลัง ลิเวอร์พูล ก็แสดงความสนใจเข้ามา และผมก็ได้มาเป็นโค้ชทีมชุดอายุต่ำกว่า 16 ปีของพวกเขา หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้เริ่มพูดคุยกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาสงสัยว่าผมใช้ระบบ 3-4-3 ในทีมอย่างไร”

“ผมกับ เบรนแดน เราเข้ากันได้ดีมากๆ และในฤดูกาลที่สองของผมในปี 2015-16 ผมถูกดันขึ้นมาให้เป็นหนึ่งในผู้ช่วยของเขา ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเขา แม้ว่าเขาจะจากไปในเดือนตุลาคม แต่ผมยังคงทำหน้าที่ผู้ช่วยต่อไปเมื่อ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามา และเราได้พัฒนาสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมากๆ”

แม้ ลินเดอร์ส กับ ร็อดเจอร์ส จะร่วมงานกันได้ไม่นาน แต่ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันอย่างมาก เนื่องจากอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มีแนวคิดคล้ายๆกัน และชื่นชอบการเล่นเกมรุกเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งทำให้พวกเขาเข้ากันได้เป็นอย่างดี

หลังจาก ร็อดเจอร์ส โดนไล่ออก คล็อปป์ ก็เข้ามารับช่วงต่อ และทำให้ทั้งคู่ ร่วมงานกันมานาน 3 ปี โดยที่ไม่มีปัญหาขัดแข้งกันแต่อย่างใด แต่สำหรับ ลินเดอร์ส แล้ว เขาต้องการเดินตามความฝันในเส้นทางอาชีพของตัวเองด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัว

ทำตามความฝันของตัวเอง และแผนการในอนาคต

ในเดือนมกราคมปี 2018 ลินเดอร์ส ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการเดินทางตามความฝันของตัวเองด้วยการได้ไปคุมทีม เอ็นอีซี ไนจ์เมเก้น ระดับดิวิชั่น 2 ในลีกฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ด้วยระยะสัญญา 1 ปีครึ่งแต่หลังจากนั้นเพียง 4 เดือน เขาก็โดนปลดจากตำแหน่งหลังจากไม่สามารถพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จ

หลังจากแยกทางกับ ไนจ์เมเก้น ลินเดอร์ส ก็ตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับ คล็อปป์ อีกครั้งในฐานะมือขวาที่ ลิเวอร์พูล จนถึงปัจจุบัน และมีหลายคนมองว่า เขาจะเป็นตัวแทนหาก คล็อปป์ ประกาศอำลาตำแหน่งนายใหญ่ “หงส์แดง” ในอนาคต

ในวัย 39 ปี ลินเดอร์ส ยังคงมีกวามกระตือรือร้น และยังคงมีความทะเยอทะยานอย่างเต็มเปี่ยมที่จะกลับมาเป็นผู้จัดการทีมในสักวันหนึ่ง และในอนาคตเจ้าตัวก็วางแผนที่จะนั่งคุยกับเอเย่นต์ของเขาเพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ลินเดอร์ส ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สำหรับแผนการในอนาคตหากอำลา ลิเวอร์พูล ไปแล้ว เขาจะไม่รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยกุนซือคนอื่นๆอีกต่อไป และจะขอก้าวขึ้นมาเป็นเทรนเนอร์อย่างเต็มตัวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“ผมจะเป็นผู้ช่วยให้กับ เยอร์เก้น เพียงคนเดียวเท่านั้น และหลังจากโปรเจ็กต์นี้ ผมอยากจะเป็นผู้จัดการทีมเองในอนาคต และเมื่อสัญญาของผมกับ ลิเวอร์พูล หมดลง ผมจะนั่งคุยกับเอเย่นต์ของตัวเอง และดูว่ามีอะไรที่สามารถเป็นไปได้บ้าง แต่สำหรับตอนนี้ โฟกัสของผมคือ เกมแต่ละเกมที่อยู่ตรงหน้าเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ลินเดอร์ส อธิบาย

แม้ในระยะหลัง ลินเดอร์ส จะโดนโจมตีอย่างหนักว่า มีอิทธิพลเกินไปในทีม ลิเวอร์พูล เหนือกุนซืออย่าง คล็อปป์ และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้พลพรรค “หงส์แดง” ฟอร์มตกอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โค้ชชาวฮอลแลนด์คนนี้ เป็นหนึ่งในกลจักรสำคัญของทีมอย่างแท้จริง

ชอบบทความนี้แชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ
Scroll to Top