ผู้ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการแก้ไขปัญหาของ ‘ลิเวอร์พูล’

Dortmund, Jurgen Klopp, Liverpool, Robert Lewandowski, Mario Gotze, Bayern Munich, Premier League, UEFA Champions League, Ufabet, Ufaclub.live, YNWA, ดอร์ทมุนด์, พรีเมียร์ลีก, ยูฟา แชมเปียนส์ลีก, ลิเวอร์พูล, สมัครยูฟ่าคลับ, หงส์แดง, เยอร์เกน คล็อปป์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, มาริโอ เกิตเซ, บาเยิร์น มิวนิค

การต้องตกอยู่สถานการณ์วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้ มันไม่ใช่ครั้งแรกของบทบาทในการเป็นกุนซือของ เยอร์เก้น คล็อปป์

หลังจากที่ เดอะเร้ดส์ ออกสตาร์ทเกม พรีเมียร์ลีก 6 นัดพร้อมด้วยฟอร์มอันย่ำแย่ เก็บได้เพียง 9 คะแนน จาก 18 แต้มเต็ม รวมทั้งการพ่ายยับเยินต่อ นาโปลี ใน ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้แฟนบอลหลายคนอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับไปพูดถึงช่วงตกต่ำของ คล็อปป์ กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนตอนที่ หงส์แดง พ่ายคาบ้าน 6 นัดรวดและร่วงลงไปอยู่กลางตารางก็เคยมีทั้งสื่อ กูรู และแฟนบอลหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว

ทำไมหลายคนจึงคิดว่าสถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้จึงคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ดอร์ทมุนด์ เมื่อซีซัน 2014-2015

ย้อนกลับไปก่อนที่ คล็อปป์ จะรับงานคุมทีม เสือเหลือง ตอนนั้นสภาพของสโมสรคือแทบล้มละลาย พวกเขากำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ไม่เหลือร่องรอยของการเคยเป็นแชมป์ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 1996 อีกแล้ว อดีตคู่ปรับของ บาเยิร์น ในยุค 90 ไม่ได้มีเงินทุนมหาศาลที่จะทุ่มซื้อนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมเหมือนเมื่อก่อน

พวกเขาจึงต้องการใครซักคนที่มีฝีมือและใช้ทรัพยาการที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

Dortmund, Jurgen Klopp, Liverpool, Robert Lewandowski, Mario Gotze, Bayern Munich, Premier League, UEFA Champions League, Ufabet, Ufaclub.live, YNWA, ดอร์ทมุนด์, พรีเมียร์ลีก, ยูฟา แชมเปียนส์ลีก, ลิเวอร์พูล, สมัครยูฟ่าคลับ, หงส์แดง, เยอร์เกน คล็อปป์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, มาริโอ เกิตเซ, บาเยิร์น มิวนิค

เยอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งตอนนั้นสร้างผลงานกับ ไมน์ซ ด้วยการพาทีมเล่นฟุตบอลที่เร้าใจสไตล์เพรสซิงและเค้าเตอร์เพรสอันลือลั่นจนสามารถพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นใน บุนเดสลีกา ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรหลังจบซีซัน 2003-2004 และใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดได้แบบสบาย ๆ ด้วยการคว้าอันดับ 11 ของตารางในฤดูกาลต่อมา แถมในซีซัน 2005-2006 เขายังอาจหาญพาทีมคว้าโควตาไปเล่นฟุตบอล ยูฟา คัพ เป็นครั้งแรกได้อีกด้วย

ด้วยความที่เป็นทีมเล็กและทุนไม่หนาพอ การต้องสู้ศึกหลายทางทำให้พวกเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นเอาไว้ได้ จึงต้องร่วงตกชั้นไปในซีซัน 2006-2007 ในขณะที่กุนซือหนุ่มยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะพาทีมกลับคืนสูลีกสูงสุดให้ได้ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จและเขาก็รับผิดชอบด้วยการลาออกในปี 2008

คล็อปป์ ถูกแต่งตั้งให้เป็นเทรนเนอร์คนใหม่ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในปีเดียวกัน แม้ว่าจะมีความสนใจจาก บาเยิร์น มิวนิค ก็ตาม, ในคราวแรกเขาเซ็นสัญญา 2 ปี และพาทีมเป็นแชมป์ เยอรมันซูเปอร์คัพ ด้วยการเอาชนะทีม เสือใต้ ได้ในช่วงเปิดฤดูกาล พร้อมกับพาทีมจบอันดับที่ 6 ได้ในฤดูกาลแรกของตัวเอง

กุนซือวัย 41 ปีในขณะนั้น เริ่มสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาด้วยงบประมาณอันจำกัด เขาเน้นไปที่นักเตะที่ยังไม่มีชื่อเสียงแต่มีแววที่จะปั้นขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ รวมทั้งให้โอกาสดาวรุ่งในทีมอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, มาริโอ เกิตเซ, มาโค รอยซ์, อิลคาย กุนโดกัน, เฮนริค มคิทาร์ยาน, เนเวน ซูโบติช (ศิษย์เก่าที่ ไมนซ์), อิวาน เปริซิช, มัตส์ ฮุมเมลส์, ลูคัส บาร์ริออส, ชินจิ คางาวะ, และ ลูคัสซ์ พิสซ์เซ็ค จึงทยอยถูกดึงเข้ามาเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้กับ ดอร์ทมุนด์ ในเวลานั้น

นอกจากการดึงผู้เล่นที่มีแววแล้ว คล็อปป์ ยังนำเอาแท็คติกการเล่นสมัยที่คุม ไมนซ์ มาปรับใช้ภายใต้ระบบ 4-2-3-1 จนเมื่อทุกอย่างลงล็อคพวกเขาก็สามารถก้าวขึ้นมาล้มยักษ์อย่าง บาเยิร์น มิวนิค ด้วยการคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ได้ 2 สมัยติดต่อกันในซีซัน 2010-2011 และ 2011-2012 พร้อมทั้งเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2013

จุดตกต่ำที่พูดถึง เกิดขึ้นเมื่อซีซัน 2014-2015 โดยสาเหตุสำคัญมาจากการเสียนักเตะตัวหลักออกไป แต่ไม่สามารถหาผู้เล่นที่มีฝีเท้าและคุณภาพที่เท่าเทียมกันมาแทนที่ได้ ไล่ไปตั้งแต่ ชินจิ คางาวะ ที่ย้ายไปเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2012, มาริโอ เกิทเซ ถูก เสือใต้ ซิวไปร่วมทีมในปี 2013 และที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือการต้องจำใจปล่อย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ให้กับพี่เสืออีกครั้งในปี 2014

ว่ากันว่า การสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเสียนักเตะที่ดีที่สุดให้กับคู่ปรับเท่านั้น แต่ ดอร์ทมุนด์ ไม่ได้อะไรกลับมาเลยซักยูโรเดียว เพราะเป็นการปล่อยตัวหลังหมดสัญญาทั้ง ๆ ที่พวกเขามีโอกาสที่จะขายนักเตะให้กับ บาเยิร์น ก่อนหน้านั้นแล้ว จึงทำให้ไม่มีงบประมาณในการช้อปปิ้งมากเท่าใดนัก

ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2014, คล็อปป์ จึงทำได้แค่ใช้งบประมาณ 60 ล้านยูโรในการคว้าตัว ควิน คัมเพิล, มัทธีอัส กินเทอร์, อาเดรียน รามอส, ชิโร่ อิมโมบิเล่ เข้ามา ในขณะที่ก็ไปดึงเอา ชินจิ คางาวะ และ นูริ ซาฮิน กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่สามารถช่วยยกระดับทีมอย่างที่ควรจะเป็น

Dortmund, Jurgen Klopp, Liverpool, Robert Lewandowski, Mario Gotze, Bayern Munich, Premier League, UEFA Champions League, Ufabet, Ufaclub.live, YNWA, ดอร์ทมุนด์, พรีเมียร์ลีก, ยูฟา แชมเปียนส์ลีก, ลิเวอร์พูล, สมัครยูฟ่าคลับ, หงส์แดง, เยอร์เกน คล็อปป์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, มาริโอ เกิตเซ, บาเยิร์น มิวนิค

นอกจากการลงตลาดซื้อขายที่ไม่เปรี้ยงปังแล้ว ปัญหาอาการบาดเจ็บก็เริ่มรุมเร้าตั้งแต่ต้นฤดูกาล อดีตกุนซือ ไมนซ์ ต้องเสีย มัตส์ ฮุมเมลส์ ไปตั้งแต่ 5 เกมแรก 2 กองกลางตัวหลักอย่าง กุนโดกัน และ ซาฮิน ก็ต้องหายหน้าไปพร้อม ๆ กันในช่วงต้นซีซัน ยังไม่นับ มาร์โค รอยซ์ และ เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดทั้งฤดูกาล และตัวอื่น ๆ ที่เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกทำให้ คล็อปป์ ไม่สามารถใช้ผู้เล่นตัวหลักลงสนามได้ครับ 11 คนเสียที ผลงานของแนวรุกชุดใหม่ก็ไม่สามารถทดแทนการขาดหายไปของ เลวานดอฟสกี้ ได้เลย

ด้วยปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นทำให้ คล็อปป์ พา ดอร์ทมุนด์ จมลงสู่ก้นตารางอย่างสมบูรณ์แบบในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2014 – มกราคม 2015 จนทำให้เจ้าตัวโดนวิจารณ์อย่างหนักและมีข่าวการปลดออกจากตำแหน่งแทบจะทุกสัปดาห์

ซึ่งสิ่งนี้ก็กำลังเกิดขึ้นใน แอนฟิลด์ จนทำให้ เดอะค็อป หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า พวกเขาจะต้องตกต่ำดำดิ่งแบบนั้นหรือไม่?

แต่จริง ๆ แล้ว คนที่พูดขึ้นมาไม่ได้นึกถึงตอนจบของสถานการณ์เมื่อ 7 ปีก่อนเลย

จริงอยู่ที่ ดอร์ทมุนด์ กำลังตกต่ำถึงขีดสุดและเสี่ยงต่อการตกชั้น แต่สิ่งที่ทำให้ คล็อปป์ รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนั้นมาได้คือ ความเชื่อมั่นในแท็คติกและแนวทางการเล่นของตัวเอง เพราะแม้ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ แต่เมื่อดูจากสถิติต่าง ๆ แล้วกลับทำได้ดีถึงขนาดติดอันดับ 2 ของ บุนเดสลีกา เพียงแต่ผลการแข่งขันที่ออกมาในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกมันสวนทางกับตัวเลขเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

คล็อปป์ ก็ยังคงแน่วแน่ต่อแนวทางการทำทีมของเขาอย่างเต็มที่ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนแท็คติกเพื่อทำให้ทีมพ้นจากโซนตกชั้น แต่นายใหญ่ ดอร์ทมุนด์ ก็ยืนยันว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นมันดีแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ผลมันยังไม่แสดงออกมาเท่านั้น

และความเชื่อมั่นนี่แหละที่ทำให้ เสือเหลือง ค่อย ๆ ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งซีซันหลัง จากอันดับ 18 พวกเขาเก็บชัยชนะมาเรื่อย ๆ โดย 15 เกมสุดท้ายแพ้แค่ 3 นัดและจบที่อันดับ 7 ได้อย่างเหลือเชื่อ แถมยังได้โควตาไปเล่นฟุตบอล ยูฟา ยูโรป้า ลีก อีกต่างหาก

เมื่อจบฤดูกาล คล็อปป์ อำลาทีมพร้อมภาพความประทับใจและเสียงร้องเรียกชื่อของเขาดังกึกก้องจากอัฒจรรย์ฝั่ง “Yellow Wall” อันลือลั่นของ ดอร์ทมุนด์

ซึ่งนี่คือบทสรุปที่แท้จริงของเรื่องนี้

Dortmund, Jurgen Klopp, Liverpool, Robert Lewandowski, Mario Gotze, Bayern Munich, Premier League, UEFA Champions League, Ufabet, Ufaclub.live, YNWA, ดอร์ทมุนด์, พรีเมียร์ลีก, ยูฟา แชมเปียนส์ลีก, ลิเวอร์พูล, สมัครยูฟ่าคลับ, หงส์แดง, เยอร์เกน คล็อปป์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, มาริโอ เกิตเซ, บาเยิร์น มิวนิค

การที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล บางส่วนหยิบยกเอาวิกฤติที่ ดอร์ทมุนด์ ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ขึ้นมานั้นเข้าใจได้ว่าพวกเขามีความกังวลกับสถานการณ์ในถิ่น แอนฟิลด์ ที่ ณ เวลานี้ก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ หากแต่ถ้าดูกันจนถึงตอนจบ, ทีมเสือเหลือง ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนั้นมาได้

หรือแม้แต่เมื่อ 2 ปีก่อนที่ทีมย่ำแย่แพ้คาบ้าน 6 นัดรวด แต่พวกเขาก็ยังกลับมาคว้าโควตา ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เหมือนกัน

ถ้าถามว่า “ใครคือคนที่เหมาะสมจะมากู้ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้?”

คำตอบที่ได้ก็คงจะมีแต่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เท่านั้น

ชอบบทความนี้แชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ
Scroll to Top