Jurgen Klopp และเส้นทางที่ยังคงไม่บรรจบกันกับ ทีมชาติเยอรมัน

Jurgen Klopp กลายเป็นหนึ่งในแคนดิเดตของ DFB ของการเป็นเฮดโค้ชของ ทีมชาติเยอรมัน คนใหม่ หลังจากที่ Hansi Flick ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้วยผลงานจากความพ่ายแพ้อันยับเยิน ในเกมอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ด้วยสกอร์ 1-4 แถมเป็นการเล่นในบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอล ที่กำลังจะมาถึง ทำให้ Flick กลายเป็นกุนซืออินทรีเหล็กคนแรกนับตั้งแต่ปี 1926 ที่โดนไล่ออก

สำหรับประวัติโดยย่อของอดีตนายใหญ่ ทีมชาติเยอรมัน คนล่าสุด เจ้าตัวเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติภายใต้การนำของ Joachim Low ก่อนที่จะมารับงานผู้อำนวยการด้านกีฬาของ DFB จนถึงปี 2019 และย้ายมาเป็นผู้ช่วยโค้ชที่ Bayern Munich จากนั้น ก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นนายใหญ่ แถมยังโชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ Bundesliga 2 สมัย พ่วงด้วย UEFA Champions League เมื่อปี 2020

ซึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ ทำให้เขาถูกทาบทามเข้ามารับงานต่อจาก Low ทันทีเมื่อปี 2021 แต่สิ่งที่ทุกคนคาดหวัง กลับล้มเหลว และพังทลายไปโดยสิ้นเชิง

เราทราบกันดีว่า ทีมชาติเยอรมัน สร้างชื่อเสียงในวงการฟุตบอลระดับนานาชาติมาหลายทศวรรษ พวกเขามีผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยมีสถิติที่ยากจะหาใครทัดเทียม จากการเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ World Cup ได้ 8 ครั้ง และคว้าแชมป์ได้ 4 สมัย ในขณะที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในศึก Euro ได้ทั้งหมด 9 จาก 13 ครั้งหลังสุด

Germany 1-4 Japan

ความยอดเยี่ยม ความมีวินัย และการเล่นฟุตบอลอันทรงประสิทธิภาพ ทำให้พวกเขาได้รับฉายา “อินทรีเหล็ก” และผลผลิตจากวงการฟุตบอลของประเทศนี้ ได้แทรกซึมและเจริญเติบโตอยู่ทั่วทุกมุมโลก และเมื่อมีจุดสูงสุดก็ต้องมีจุดต่ำสุด เพราะหลังจากที่คว้าแชมป์โลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2014 ที่ประเทศ Brazil ดูเหมือนว่า ทีมชาติเยอรมัน จะค่อย ๆ ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และ Flick ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของความล้มเหลวครั้งนี้ด้วย

จุดเริ่มต้น มาจากการตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2018 ในฐานะแชมป์เก่า ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวครั้งแรกในรอบกว่า 80 ปี ในขณะที่ 2 ปีต่อมา ก็ทำได้เพียงผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอล Euro 2020 และเมื่อ ทีมชาติเยอรมัน มาอยู่ในมือ Flick เขาก็พาทีมตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นครั้งแรกที่มันเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติมหาอำนาจลูกหนังรายนี้

นายใหญ่วัย 58 ปี มีสถิติการคุมทีมทั้งหมด  25 นัด โดยชนะได้เพียง 12 เกม และฟางเส้นสุดท้ายกับการพ่ายแพ้ต่อทีมจากเอเชียอย่างญี่ปุ่น ซึ่งอดีตเคยเป็นลูกไล่ของบรรดาทีมในยุโรปและอเมริกาใต้ด้วยสกอร์ที่เหนือความคาดหมาย นั่นจึงทำให้เส้นทางของ Flick กับทีมชาติต้องยุติลงเพียงเท่านี้

ทีมชาติเยอรมัน ยังมีภารกิจครั้งสำคัญอยู่ที่ฟุตบอล Euro 2024 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการกอบกู้ศรัทธาจากแฟนบอล และทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นหมายเลข 1 ของยุโรปกลับมาอีกครั้ง และแน่นอนว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะต้องเป็นคนที่คู่ควรและเหมาะสมเท่านั้น จึงจะช่วยพาทีม “อินทรีเหล็ก” ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้

ชื่อของ Jurgen Klopp จึงปรากฎขึ้นแทบทุกครั้งในหน้าสื่อ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ เพราะนายใหญ่ Liverpool ถือเป็นกุนซือชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกในยุคปัจจุบัน จากผลงานกับคุม Borussia Dortmund และ Liverpool ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ DFB จะคอยจับตาสถานการณ์ของเขาอยู่ตลอดเวลา

Klopp

อันที่จริงแล้ว สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน หมายมั่นปั้นมือจะให้ Klopp เข้ามารับหน้าที่ Bundestrainer หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2023-24 ด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สัญญาของเขากับ Liverpool จะหมดลงพอดี

แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากกุนซือวัย 54 ปี ได้จัดการขยายสัญญาอยู่ในถิ่น Anfield ต่อไปจนถึงปี 2026 นั่นจึงทำให้สถานการณ์ของ ทีมชาติเยอรมัน ตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันทีหลังไล่ Flick ออก

Jurgen Klopp เอง ก็เคยกล่าวถึงโอกาสในการคุมทีมชาติว่า ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของชีวิตการเป็นกุนซือ แต่เขาก็ยอมรับว่า สิ่งเดียวที่ขัดขวางมิให้ตนตัดสินใจรับงานนี้ ก็คือสัญญากับ Liverpool นั่นเอง

ปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น ก็คือความจงรักภักดีของผม ผมไม่สามารถย้ายออกจาก Liverpool ได้ในตอนนี้ หรือการที่บอกว่าจะให้ผมคุมทีมชาติในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ มันจะยิ่งไม่ได้ผล และมันก็ไม่เคยมีข้อเสนอนี้ด้วยซ้ำ

ถ้าผมจะรับหน้าที่นี้จริง ๆ ผมก็ควรจะพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่ ผมมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อสโมสร ที่จริงแล้วมันเป็นงานที่น่าสนใจ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมอาจจะไปทำอย่างอื่นหลังหมดสัญญากับ Liverpool ผมยังต้องการมีทางเลือกที่เปิดกว้างอยู่

Klopp ให้สัมภาษณ์กับ The Athletic เมื่อ 2-3 เดือนก่อน
Jurgen Klopp

แต่กระนั้น ก็มีข่าวออกมามาเมื่อวันก่อนว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเสนอให้ Jurgen Klopp สามารถคุม ทีมชาติเยอรมัน ควบคู่ไปกับการคุมทีม Liverpool ได้ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ win-win กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีคำถามว่าการทำเช่นนี้ มันจะเวิร์คสำหรับทุกคนจริงหรือ

Sir Alex Ferguson ผู้เป็นตำนานของ Manchester United ก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ตอนที่ยังเป็นเฮดโค้ชให้ทีม Aberdeen ในลีกสูงสุดของสกอตแลนด์ พร้อมกับรับงานคุมทีมชาติในคราวเดียวกัน โดยอยู่ในตำแหน่งนี้เป็นเวลา 9 เดือน

สิ่งที่ Sir Alex ทำนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลังจากควบ 2 ตำแหน่งไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็ต้องมอบหน้าที่ในการคุมสโมสรให้กับผู้จัดการทีมร่วมที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ตัวเองมุ่งมั่นกับการพาทีมชาติไปเล่นในฟุตบอลโลกปี 1986 ซึ่งท้ายที่สุด ก็พาทีมไปได้ไกลที่สุด ที่รอบแรกเท่านั้น

การจะให้ครอบครอง 2 ตำแหน่ง ทั้งเป็นกุนซือใหญ่ของ Liverpool และ ทีมชาติเยอรมัน จึงอาจจะเป็นเพียงการจับปลาสองมือที่ไร้ความหมาย และไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายใดเลย และมั่นใจว่าทั้ง Klopp และ หงส์แดง ก็คงไม่มีใครซื้อไอเดียนี้แน่ แต่ถ้า DFB รอให้จนถึงปี 2026 ไปแล้ว

ถึงตอนนั้น…จะคุยกันแบบไหน ก็คงไม่มีใครว่า

ชอบบทความนี้แชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ
Scroll to Top